จะเป็นยังไงเมื่อเมืองเริ่มมุ่งสร้างความชอบใจให้กับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

ก่อนหน้านี้จะมองเห็นได้ว่าบรรยากาศความไม่ชอบใจของบรรดาเหล่าผู้ประกอบอาชีพ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นั้นจะมีกรณีหลายสาเหตุที่สร้างความรู้สึกบาดหมางต่อรัฐบาล รวมทั้งยังมีกรณีเรื่องกรณีพิพาทกับ อูเบอร์รวมทั้งมึงร็บคาร์ ที่ก่อให้เกิดข้อเรียกร้อง ผ่านการรวมตัวรวมกันของวินมอเตอร์ไซค์อยู่เสมอและไม่ได้รับการตอบสนองตามที่พอใจเท่าไรนัก ทว่าในช่วงของบรรยากาศที่จะต้องรีบหาคะแนนเสียงซื้อใจประชาชนและเลี่ยงความบาดหมางนั้น เริ่มมีรูปแบบที่ทางการ ส่งสัญญาณเข้าหาเข้าช่วย วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งปัจจุบันนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ กระทรวงพลังงาน แล้วก็กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งปตท. มาร่วมกันเสาะหาแนวทางกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกนโยบายข้อกำหนด ช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบอาชีพรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่แนวทางที่จะใช้ ในที่สุดก็หนีไม่พ้นที่จะออกมาในรูปแบบของการอุ้ม ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ให้แก่เหล่าบรรดารถมอเตอร์ไซด์รับจ้างนั่นเอง แต่กระนั้นก็ตาม ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จะได้รับการอุดหนุนราคาน้ำมันนั้นควรเป็นคนที่ขึ้นบัญชีกับกรมการขนส่งทางบก และก็เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการที่เมืองแค่นั้น ซึ่งเมืองจะกระทำช่วยอุดหนุนน้ำมันในอัตราลิตรละ บาทต่อลิตร ซึ่งจากผลของการประเมินพบว่าจะมีรถเครื่องรับจ้างจากทั้งประเทศอยู่ที่โดยประมาณ สองถึงสามแสนคันที่ได้รับโควต้านี้ แล้วก็ยังต้องคอยผ่านขั้นตอนอนุมัติ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ด้านในตอนปลายปีนี้ ซึ่งแนวโน้มที่ข้างต่างๆที่เมืองเชื้อเชิญร่วมให้มาเข้าแผนการอุดหนุนน้ำมันในคราวนี้ย่อมส่อแววว่า จะร่วมมืออย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นในข้างของ ปตท.ซึ่งมีทีท่าแรงกล้าที่ปรารถนาร่วมประมูลแผนการลงทุนรถไฟฟ้าเชื่อม ท่าอากาศยานที่มีมูลค่ามากมายก่ายกองเป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่ยากจะปฏิเสธความร่วมมือในเรื่องพวกนี้ แค่นี้ไม่พอ เดี๋ยวนี้เมืองยังมีแต้มต่อที่ส่อว่าจะสามารถชักจูง ให้ข้างต่างๆร่วมมือในเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น การอุดหนุนผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ แล้วก็ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวโยงกับการขับรถเมล์ชนิดอื่นๆที่แต่เดิมแล้วทาง ปตท.จำต้องแบกภาระอยู่แล้วในงบประมาณถึงปีละประมาณ2,500 ล้านบาท
แล้วก็แน่ๆว่าเรื่องที่เมืองต้องหาวิถีทางอุดหนุนประชาชนอยู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงฐานรากเสียงในระดับรากหญ้าและประชาชนทั่วไป นั่นก็คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการห้องอาหาร และก็ผู้ใช้ครอบครัวต่างๆที่มีการใช้ ก๊าซหุงต้มซึ่งแม้ว่าจะยังคงข้อตกลงจำกัดไว้แต่ว่าเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยก็ตาม แต่งโดยประมาณสำหรับในการตรึงราคานั้นยังคงมีตัวเลขของการแบกแบกภาระสูงอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งทาง ปตท เองก็มีการหาวิถีทางผ่อนผันภาระหน้าที่ของตัวเองในวิถีทางที่เรียกร้องให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามามีส่วนร่วมช่วยแบ่งแบกภาระในอัตราที่ บาทต่อลิตร โดยที่ปตท.จะเหลือการแบกรับภาระอยู่ที่ บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ว่าเช่นไรเสีย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เองนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีโครงสร้างการมีหุ้น ของผู้มีอำนาจในประเทศอยู่จำนวนมากหลายราย การใช้ ปตท.เป็นผู้มีหน้าที่หลักสำหรับเพื่อการช่วยเหลือเมืองบางทีอาจไม่ใช่ง่ายได้ทั้งผองอย่างไรก็ตามต้องคอยติดตามกันถัดไปว่านโยบายใหม่ต่างๆที่เมืองกำลังมุ่งทำงานช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบการรถประจำทางรับจ้าง เริ่มที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นจะได้รับผลตอบรับและความประทับใจต่อรัฐมากเพียงใด